GTM-29 AI_สังเวชนีย 4 ตำบล อะชันต้า เอลโรล่า OCT-JAN 2018 By Ai
ทัวร์ อินเดีย 11วัน9คืน ตามรอยพระพุทธเจ้า เดวลี กายาหรือพุทธคยา ล่องเรือชมแม่น้ำคงคา อะชันต้า เอลโลร่า
เดินทาง ต.ค. 60- ม.ค.61
ราคา 6,4900.-
สายการบิน Airs india



เริ่มต้น 64,900

ส่งให้เพื่อนทางไลน์
ทัวร์ อินเดีย 11วัน9คืน ตามรอยพระพุทธเจ้า เดวลี กายาหรือพุทธคยา ล่องเรือชมแม่น้ำคงคา อะชันต้า เอลโลร่า เดินทาง ต.ค. 60- ม.ค.61 ราคา 6,4900.- สายการบิน Airs india
วันแรก กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – เดลลี (ประเทศอินเดีย)
06.00 น. พร้อมคณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ เคาน์เตอร์เช็คอินระหว่างประเทศ สายการแอร์ อินเดีย เคาน์เตอร์ ( W ) ประตูทางเข้าที่ 8 – 10 เช็คสัมภาระติดป้ายชื่อกระเป๋าและบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัท คอยอำนวยความสะดวกเรื่องสัมภาระ และแจกบัตรที่นั่งบนเครื่องบิน
กระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน • กรุณางดนำของมีคม ทุกชนิด เช่น มีดพับ กรรไกรตัดเล็บทุกขนาด ตะไบเล็บ เป็นต้น กรุณาใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ห้ามนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน • วัตถุที่เป็นลักษณะของเหลว อาทิ ครีม โลชั่น น้ำหอม ยาสีฟัน เจล สเปรย์ และเหล้าเป็นต้น จะถูกทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะอนุญาตให้ไม่เกิน 10 ชิ้น ในบรรจุภัณฑ์ละไม่เกิน 100 ml
08.55 น. ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI 333
12.00 น. เดินทางถึง สนามบินเมืองเดลลี ประเทศอินเดีย หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว นำท่าน เดินทางสู่นครหลวงเดลี เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอินเดีย ประมาณการณ์ว่าก่อสร้างเมื่อ 5000 ปีก่อนคริสตกาล
นำท่านเดินทางสู่ อาศรัธาม (Akshardham) หรือ อัชดัม วัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก สถานที่ที่น่าเลื่อมใสของมหาชนทั่วประเทศอินเดีย ในอินเดียมีวัดลักษณะเช่นนี้อยู่มากแต่ในที่สุด บริษัทกินเนสก็มอบใบประกาศนียบัตร วัดฮินดูใหญ่ที่สุดในโลก ให้กับวัดนี้ ด้วยเหตุผลคือเป็นวัดใหญ่ที่สุดสร้างโดยเอกชน และถือว่าเป็นวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุด เพราะมีบริเวณกว้างมากถึง 86,342 ตารางฟุต วัดนี้มีความอัศจรรย์มากมาย สร้างด้วยหินทรายสีชมพู แกะสลัก และปูพื้นด้วยหินอ่อน มียอดโดมเป็นหินทรายชมพู แกะสลัก ตัวโดมสูง 72 ฟุต มีเสา โดม ล้อม 1,160 ต้น รอบโดมแกะเป็นเศียรคชสารจำนวน 148 เศียร ด้านในบรรจุ เทพเจ้าฮินดูแกะสลักกว่า 20,000 องค์ ใช้เวลาสร้าง 5 ปีเท่านั้น โดยท่านประมุข สวามี มหาราช เป็นผู้ออกแบบเพียงคนเดียวเป็นสถาปัตยกรรมฮินดูที่เก่าแก่ที่สุด ก่อสร้างโดยช่างอาสาสมัคร มีทั้งนักบวช ช่างศิลปะ รวมถึงนักแสวงบุญทุกคน
นำท่านผ่านชมราชปาติภาวัน (Rashtrapati Bhavan) ผ่านชม ทำเนียบรัฐบาล ที่ก่อสร้างด้วยหินทรายรูปร่างผสมแบบอังกฤษและโมกุล , ชมประตูเมืองอินเดีย (Indian Gate) ใช้เป็นอนุสาวรีย์ของทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จุดไฟ อมรชีวินบูชาวิญญาณนักรบไม่เคยดับ ตั้งแต่ พ.ศ.2474 (ค.ศ. 1931) จวบจนปัจจุบัน มีชื่อจารึกไว้ที่แผ่นหิน 85,000 ชื่อช้อปปิ้งที่ ตลาดพื้นเมือง ย่านจันปาทร์ (Janpath Road ) ถนนสายชอปปิงของเมืองเดลลีประกอบด้วยร้านเล็กๆแหล่งรวมสินค้าและละลายทรัพย์ของนักท่องเที่ยว...สินค้าพื้นเมืองของประเทศอินเดียที่มาทั่วสารทิศ
19.00 น. จนถึงเวลานัดหมายนำท่านสู่ภัตตคาร สมควรแก่เวลา รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพักผ่อนตามอัธยาศัย
ที่พัก ณ HOTEL RADISSON BLU หรือเทียบเท่า/คืนที่ 1
วันที่สอง เดลลี – กายาหรือพุทธคยา (ประเทศอินเดีย)
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
08.00 น. สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่สนามบิน ประมาณ 45 นาทีเชคอินระหว่างภายในประเทศใช้เวลาก่อนออกเครื่องออกเดินทางอย่างน้อย 1.30 น.
12.10 น. ออกเดินทางสู่ เมืองกายา โดยสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI 433
13.40 น. เดินทางถึง สนามบินเมืองกายา ประเทศอินเดีย หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว นำท่านเดินทางสู่ตัวเมืองพุทธคยา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาที
16.00 น นำท่านเดินทางสู่ภายในปริมณฑล ต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา และ พระมหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบสักการะหลวงพ่อ พระพุทธเมตตา ประดิษฐานภายในมหาเจดีย์พุทธคยา พระพุทธปฏิมากรปางชนะมารที่รอดพ้นจากการถูกทำลายจากน้ำมือกษัตริย์ฮินดูอย่างปาฏิหาริย์ ด้วยพระพักตร์ที่แสดงออกด้วยเมตตากรุณาอั้นเปี่ยมล้นชาวพุทธทั่วโลกจึงต่างพากันเบียดเสียดเพื่อเข้าไปกราบไหว้บูชาสักการะ พระแท่นวัชรอาสน์ ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในดินแดนถิ่นพุทธภูมิ นมัสการสัตตมหาสถาน ที่สำคัญอันอยู่ใกล้เคียง ได้แก่ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รันตนฆรเจดีย และสระมุจลินท์ เป็นต้น ทำสมาธิ ถวายเป็นปฏิบัติบูชา
เดินทางสู่ บ้านนางสุชาดา ธิดากุฎุมพี แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ผู้ถวายข้าวมธุปายาส อันประณีตแด่พระมหาบุรุษก่อนการตรัสรู้ อยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำเนรัญชราประมาณ 200 เมตร ปัจจุบันเป็นโบราณสถานซากสถูปขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ชม แม่น้ำเนรัญชรา สายน้ำที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานจิตลอยถาดทองคำที่นางสุชาดาถวายพร้อมข้าวมธุปายาสก่อนวันที่จะตรัสรู้หนึ่งวัน ชมวัดนานาชาติ อาทิเช่น วัดทิเบต วัดภูฏาน วัดญี่ปุ่น แล้วนำท่านทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดไทยพุทธคยาได้เวลาอันสมควรนำท่านเข้าสู่ที่พัก
รายการทำบุญ ..รายการที่จะบำเพ็ญกุศล ถวายผ้าหุ่มพระพุทธเมตตา ในพระวิหารพระพุทธเมตตา ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 1 ชุด ( บจ.หิมาลายัน ฮอลิเดย์ จัดนำให้เพื่อถวายพุทธบูชา.....อนุโมทนา)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหาร โรงแรมอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
ที่พัก ณ โรงแรม TAJ DARBAR HOTEL หรือเทียบเท่า/คืนที่ 2
วันที่สาม พุทธคยา- เมืองราชคฤห์ – พุทธคยา (ประเทศอินเดีย)
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
08.00 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองราชคฤห์ (Rajgir) ราชคหะ หรือ ราชคีระ เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล มีภูเขาล้อมรอบ ๕ ลูก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล เป็นเมืองตั้งหลักพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองนคร เป็นเมืองที่มีประวัติความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากที่สุด
นำพาท่านขึ้นสู่ยอดเขาราชคฤห์... ทำสมาธิภาวนา และบำเพ็ญกุศล ณ พระคันธกุฎิชมทิวทัศน์เมืองราชคฤห์ ความสำคัญของเมืองราชคฤห์ ๑. เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ๒. วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือ วัดพระเวฬุวันเกิดขึ้นที่เมืองนี้ ๓. เป็นสถานที่อุปสมบทของพระอัครสาวกทั้งสองรูป คือ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ๔. เป็นสถานที่ทำการสังคายนาครั้งที่ ๑
ชมและบำเพ็ญกุศล ณ ซากชีวกัมพวัน “สวนมะม่วงของหมอชีวก” เป็นซากอารามของหมอชีวกชีวกโกมารภัจจ์ ยกสวนมะม่วงถวายในคราวที่พระเทวทัตต์ประทุษร้ายพระองค์โดยกลิ้งหินลงใส่พระพุทธองค์ ทำให้สะเก็ดหินกระเด็นถูกพระบาทของพระองค์จนห้อพระโลหิตหมอชีวกโกมารภัจจ์ถวายการรักษาพยาบาล ณ อารามแห่งนี้ และแวะชมและบำเพ็ญกศล ณ ซากเรือนคุมขังพระเจ้าพมพิสาร สถานที่พระเจ้าอชาติศัตรูนำพระราชบิดาของพระองค์ มาคุมขังไว้จนสิ้นพระชนม์จากพื้นสูง
หมายเหตุ: การขึ้นเขาคิชฌกูฏ ลาดชันพอประมาณ ระยะทางโดยรวมประมาณ 750เมตร ทุกท่านจะต้องเดินขึ้นรถยนต์ไม่สามารถขี้นไปถึงใช้เวลาประมาณ 20นาทีท่านที่เดินไม่ไหวสามารถขึ้นได้โดยการนั่งเสลี่ยงโปรดแจ้งหัวหน้าทัวร์ ได้เวลาอันสมควรนำท่านลงจากยอดเขา
นำท่านสู่ บ่อน้ำพุร้อนตะโปทารามตโปทาราม สถานที่อาบน้ำพุร้อน ชำระบาป ตามความเชื่อของ พราหมณ์-ฮินดู อาบน้ำแบ่งตามวรรณะ เป็นความเชื่อมาตั้งแต่ก่อนมีพุทธศาสนา สถานที่อันเป็นต้นบัญญัติสิกขาบทให้พระภิกษุสรงน้ำได้ 15 วันต่อครั้ง ปัจจุบันเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตโปทานทีหรือตโปทาราม เป็นวัดฮินดูที่คนทั่วโลกมุ่งไปดูแขกอาบน้ำ ที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากเขาเวภารบรรพต เป็นธารน้ำอุ่นที่เชื่อว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ วิธีอาบแบ่งเป็นชั้นๆตามวรรณะสูงต่ำ พวกวรรณะพราหมณ์ได้อยู่ชั้นสูงสุด เป็นน้ำต้นน้ำที่ใสสะอาด ดื่ม อาบ ซักผ้าแล้วไหลลงไปให้ชนชั้นแพศย์ใช้ จากนั้นไหลลงไปให้วรรณะศูทรใช้ สุดท้ายที่วรรณะจัณฑาลที่ต้องใช้น้ำที่ดำปี๋สีขี้โคลนเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลของพวกวรรณะที่สูง
นำท่านเข้าสู่ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงยกพระราชอุทยานสวนไม้ไผ่ถวายเป็นที่ประทับแห่งแรกแด่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวก พุทธองค์ทรงประทับจำพรรษา ณ ที่แห่งนี้แล้ว 6 พรรษา เจริญพระพุทธมนต์เจริญสมาธิภาวนา ณ อุโบสถสถานที่ประชุมพระสาวกอรหันต์ 1,250รูป ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ซึ่งเรียกการประชุมนี้ว่า จาตุรงคสันนิบาต มูลเหตุแห่งพิธีมาฆบูชา และพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่ภิกษุเหล่านั้น
11.30 บริการอาหารกลางวัน ณ ห้องโรงแรม เมืองราชคฤห์
12.30 น. นำท่านเดินทางสู่ เมืองนาลันทา ชม มหาวิทยาลัยนาลันทาเก่า (โอลนาลันทา) ซากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองโด่งดังมากที่สุดในโลก มีพระนักศึกษาจำนวนหมื่นเมื่อราว พ.ศ.1700 ได้ถูกชาวมุสลิมรุกรานสังหารพระและคณาจารย์ เผาทำลายเสียสิ้นปัจจุบันเหลือไว้แต่ซากปรักหักพังปรากฏเป็นรูปฐานและผนังของอาคารยาวเหยียดในบริเวณอันกว้างขวาง และสถานที่แห่งนี้ยังเป็นบ้านเกิดของพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตร บำเพ็ญกุศล ณ บ้านพระสารีบุตร สักการะ “สถูปพระสารีบุตร” ที่บรรจุอัฐิธาตุของพระสารีบุตรและ นำท่านสักการะ “หลวงพ่อดำ” ข้างนาลันทา นับเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญองค์หนึ่งเพราะเป็นพระพุทธรูปที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่องค์ที่ไม่ถูกทำลาย ชาวบ้านเรียกว่า เตลิยบาบา หรือหลวงพ่อน้ำมัน
16.30 น. นำท่านเดินทางสู่ตัวเมืองพุทธคยา ใช้เวลาเดินทางประมาณ2.30 ชั่วโมงสำหรับการเกิดมาเป็นชาวพุทธ สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ขอให้ได้มาเที่ยวอินเดีย นั่นคือการได้มากราบนมัสการพระมหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิตและครอบครัว....พุทธคยานับเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก...เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา โดยเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นเวลากว่า 2,500 ปีที่สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของจุดหมายในการแสวงบุญของชาวพุทธผู้มีศรัทธาทั่วโลก
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหาร โรงแรมอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
ที่พัก ณ โรงแรม TAJ DARBAR HOTEL หรือเทียบเท่า/คืนที่ 3
วันที่สี่ เมืองพุทธคยา -เมืองพาราณสี
06.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
07.00 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองพาราณสี (ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง) เมืองพาราณสี หรือ วาราณสี (Varanasi) เป็นชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ประเทศอินเดีย มีแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่าน มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 4000 ปี ... ในชาดกได้ระบุชื่อเมืองนี้มากมายผู้ครองเมืองก็มักจะชื่อพระเจ้าพรหมทัตต์คุ้นหูของชาวพุทธมาก และเป็นสถานที่ตั้งของ สารนาถในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า เขตป่าอภัยทานแก่สัตว์ที่เป็นที่บำเพ็ญตบะของฤษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมมันตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์ ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกริยา ได้มาบำเพ็ญตบะที่นี่แทน
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร
14.30 น. ถึงเมืองพาราณสี.... นำท่านเดินทางสู่ สารนาถ เดิมเรียกว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สมัยพุทธกาลเมืองนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ตอนตรัสรู้แล้วใหม่ๆได้เสด็จจากอุรุเวลาเสนานิคมมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน(ป่าเป็นที่ปฏิบัติธรรมของฤาษีอันเป็นเขตอภัยทาน)ปัจจุบันเมืองนี้เรียกว่า“สารนาถ”(ที่พึ่งของหมู่กวาง)
นำท่านชมสักการะเจาคันธีสถูป สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงพบปัจจวคีย์ เข้าสู่ ธัมเมกขสถูป สักการะ พระมูลคันธกุฏิ กุฏิที่พระพุทธองค์จำพรรษาครั้งแรกหลังจากตรัสรู้ ชมหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชอันเป็นหลักฐานสำคัญสื่อให้รู้ว่าเป็นสถานที่พระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก ชม “ยะสะเจดีย์” สถานที่ยะสะกุลบุตรพบพระพุทธองค์แล้วชม สังฆาราม กว่า 1,000 หลัง
นำท่านชมพิพิธภัณฑ์สารนาถ พิพิธภัณฑ์สารนาถเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาวัตถุโบราณต่างๆ โดยมีพระพุทธรูปทีโด่งดังคือ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยคุปตะ พระพุทธรูปนี้ถูกค้นพบที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก ชนะรางวัลการประกวดขององค์การ UNESCO และเป็นองค์พระพุทธรูปซึ่งงดงามจนเป็นที่กล่าวขานกันว่าหากส่งเข้าประกวดอีกร้อยครั้งก็จะต้องชนะทั้งร้อยครั้ง
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมอิสระตามอัธยาศัย
ที่พัก ณ HINDUSTAN HOTEL หรือเทียบเท่า/คืนที่ 4
วันที่ห้า เมืองพาราณสี– กุสินารา
05.30 น. นำท่าน ไปชมวิถีชิวิตชาวเมืองพาราณสี เมืองนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีเสนห์เฉพาะตน ชาวฮินดูที่เลื่อมใสและถือปฎิบัติโดยเคร่งครัดที่จะพากันอาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำคงคา ... แม่น้ำคงคา ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนภารตะ อินเดีย ไหลจากสวรรค์จากความศรัทธาที่ผู้คนอุทิศให้เมืองที่เหมือนยังไม่ถูกปลุกจากฝันมานานกว่า 5,000 ปีแห่งนี้ ... ชาวพาราณสีผูกพันกับแม่น้ำคงคาอย่างเป็นหนึ่งเดียว
ล่องเรือชมแม่น้ำคงคา “คงคา” มหานทีแห่งศรัทธา” ชมพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อล้างบาปของชาวฮินดู และ ชมพิธีบูชาพระอาทิตย์และการอาบน้ำล้างบาปของชาวฮินดูริมฝั่งแม่น้ำคงคาและพิธีการเผาศพซึ่งมีมานานกว่า 4,000ปี โดยกองไฟที่เผาศพไม่เคยดับมอดลงเลย พาท่านตั้งจิตอธิฐานลอยกระทงใบน้อยลอยลงคงคา ยิ่งวันเพ็ญเดือนสิบสองด้วยแล้ว ชาวฮินดูนับแสนคนจากทั่วทุกสารทิศ...ล่องเรือลอยกระทงแม่น้ำคงคายามเช้า สมควรแก่เวลาพาท่านกลับสู่โรงแรม
08.30 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
หลังอาหาร อิสระช้อปปิ้งและเมืองพาราณสีมีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมสอดดิ้นเงินดิ้นทอง ผ้าไหมนับเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง นำท่านเดินทางสู่ เมืองกุสินารา (ระยะทางประมาณ270กิโลเมตรประมาณ7–8ชั่วโมงแล้วแต่สภาพการจราจร) เมืองกุสินารา เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ เป็นที่ตั้งของสาลวโนทยานหรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า และจัดเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 4 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
11.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารระหว่างทาง
นำท่านเดินทางต่อ ชมทัศนียภาพสองข้างทาง ถึง กุสินาราเมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เดินทางสู่สาลวโนทยานสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน บูชาสักการะพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมหาปรินิพพานวิหารและเจริญพระพุทธมนต์เจริญจิตตะภาวนาจุดธูปเทียน ปทักษิณรอบปรินิพพานวิหาร แล้วชมสถานที่พระอานนท์เกาะสลักเพชรร้องไห้ ชมซากปรักหักพังของกุฎิ เจดีย์ชมต้นสาละอันเป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธ์เสร็จ
นำท่านเดินทางสู่ มกุฎพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้าปัจจุบันเป็นซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่สร้างขึ้นมาหลังการถวายพระเพลิง ชาวบ้านเรียกว่า รามภาร์นำท่านเยี่ยมชมวัดไทยกุสิ นาราเฉลิมราชย์ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าถวายวัดไทย
รายการทำบุญ ..รายการที่จะบำเพ็ญกุศล ถวายผ้าหุ่มพระปางปิรินิพาน ในพระวิหาร จำนวน 1 ชุด ( บจ.หิมาลายัน ฮอลิเดย์ จัดนำให้เพื่อถวายพุทธบูชา.....อนุโมทนา)
รายการทำบุญ ..การบำเพ็ญกุศล ณ แดนพุทธภูมิ ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าถวาย ณ วัดไทยกุสินารา ตามกำลังศรัทธา
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม อิสระตามอัธยาศัย
พักที่ ณ NIKKO LOTUS HOTEL หรือเทียบเท่า/คืนที่ 5
วันที่หก กุสินารา – ลุมพินี
06.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม (โปรดเตรียมหนังสือเดินทางไว้กับตัวเพื่อประทับตราออกจากประเทศอินเดียเข้าสู่ประเทศเนปาล)
07.00 น. เดินทางสู่ลุมพินี ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) ลุมพินีวัน (Lumbini Vana) เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย
ผ่านชายแดน ระหว่าง อินเดีย – เนปาล ...นำท่านแวะ พุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 คือสวรรค์บนดินชายแดนอินเดีย-เนปาล สถานที่ปลดทุกข์ เห็นสุขทันตามีศาลาพักข้างทางของผู้แสวงบุญ ห้องน้ำห้องสุขา
11.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร
นำท่านเดินทางผ่านพรมแดน อินเดีย-เนปาล สู่ สวนลุมพินีวันดวงไฟแห่งสินติภาพ ภายในพุทธอุทยานทางประวัติศาสตร์ของโลก
นำท่านเข้าสู่ที่ประสูติของพระพุทธองค์ ณ สวนลุมพินีวันในอดีตเป็นอุทยาน ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์ และ กรุงเทวหะ พระพุทธมารดา พระนางสิริมหามายา ซึ่งประทับอยู่กรุงกบิลพัสดุ์ขณะที่ทรงพระครรภ์แก่ ได้เสด็จประพาสสวนพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ระหว่างทางเกิดประชวรจะมี พระประสูติกาล ราชบริพารจึงจัดที่ประสูติถวายภายใต้ต้นสาละ ประสูติพระโอรส คือ สิทธัตถกุมาร ณ สถานที่นี้ปัจจุบันมีเสาหินของพระเจ้าอโศกปรากฏอยู่ ก่อนหน้านี้มีต้นโพธิ์และวิหารมายาเทวี นมัสการสถานรอยพระพุทธบาทที่ประทับลงมายังพื้นปฐพีเป็นครั้งแรก เจริญพระพุทธมนต์ เจริญสมาธิภาวนา แล้ว ชมหินสลักภาพประสูติ ชมเสาอโศก และสระโบกขรณี รายการทำบุญ ..การบำเพ็ญกุศล ณ แดนพุทธภูมิ ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าถวาย ณ วัดไทยลุมพินีวัน ตามกำลังศรัทธา
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม อิสระตามอัธยาศัย
ที่พัก ณ NIRVANA HOTEL หรือเทียบเท่า/คืนที่6
วันที่เจ็ด ลุมพินี – สาวัตถี-ลัคเนาว์
06.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร (โปรดเตรียมหนังสือเดินทางไว้กับตัวเพื่อประทับตราออกจากประเทศเนปาล เข้าสู่ประเทศอินเดีย)
06.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
07.00 น. นำท่านเดินทางสู่ เมืองสาวัตถี ระยะทางประมาณ 270 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง) นำ ท่านแวะพุทธวิหาร สาลวโนทยาน 960 ชายแดน อินเดีย-เนปาล นำท่านผ่านประทับตราหนังสือเดินทางเพื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองอินเดีย - เนปาล
11.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร
13.00 น. เดินทางต่อไปถึงเมืองสาวัตถี หรือศราวัสตี (Sravasti) สมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศลปัจจุบันเมืองนี้เหลือเพียงซากโบราณสถาน
นำท่านชมสถานที่พระพุทธองค์แสดงยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50เมตรที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฎิหาริย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถีและข่มเจ้าลัทธิอื่นๆ หลังจากนั้นทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์เมื่อออกพรรษาทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะ ที่สังกัสสะนคร
และนำท่านเข้าสู่ วัดเชตวันมหาวิหาร ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษา นานถึง 19 พรรษา เป็น ศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด นมัสการพระคันธกุฎี ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน นมัสการธรรมศาลา ที่ใหญ่ที่สุดธรรมสภากุฏิ พระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลิมาล พระมหากัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล ชมเมืองสาวัตถีในอดีต ชมคฤหาสน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีบ้านบิดาของท่านองคุลีมาล ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา
17.00 น. เดินทางสู่ เมืองลัคเนาว์ ระยะทาง 176 กิโลเมตร (ใช้เวลา ประมาณ 4 ชั่วโมง)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม อิสระตามอัธยาศัย
พัก ณ HOTEL GOLDEN TULIP หรือเทียบเท่า/คืนที่7
วันที่แปด ลัคเนาว์ – มุมไบ(บอมเบย์) / (บินภายในประเทศ) -ออรังกาบัด
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
08.00 น. นำท่านเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางสู่ออรังกาบัด
11.05 น. ออกเดินทางโดย สายการบินแอร์ อินเดีย เที่ยวบินที่ AI 696
13.40 น. ถึงสนามบินเมืองมุมไบย์ (Mumbai ) รอต่อเครื่องไปเมืองออรังกาบัด
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ แบบกล่องเพื่อสะดวกในการเชคอิน
16.05 น. ออกเดินทางสู่เมืองออรังกาบัด โดยสายการบินแอร์ อินเดีย เที่ยวบินที่ AI442
17.05 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานเมืองออรังกาบัด หลังตรวจรับสัมภาระแล้วนำท่านเดินทาง เข้าสู่ที่พัก เมืองออรังกาบัด (Aurangabad) ชาวอินเดียเชื่อกันว่าบริเวณเมืองออรังกาบาดเคยเป็นที่ตั้งของป่าทันฑกะ (Dandaka) ในมหากาพย์รามายณะ ซึ่งเป็นที่ที่พระราม พระลักษณ์ และนางสีดา เคยมาประทับแรมอยู่ในระหว่างที่ถูกเนรเทศให้บำเพ็ญพรตในป่า 14 ปี และก็เป็นทางผ่านของกระบวนทัพของสุครีพเพื่อไปรบกับทศกัณฑ์ที่กรุงลงกาอีกด้วย แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็จะพบว่าประวัติศาสตร์ของออรังกาบาดนั้นเริ่มต้นที่ราชวงศ์สาตวาหนะ (Satavahana) ซึ่งเริ่มแรกเป็นเพียงรัฐบรรณาการของราชวงศ์โมริยะหรือเมารยะ (Maurya) และต่อมาเมื่อราชวงศ์โมริยะล่มสลายลงเมื่อ 187 ก่อน ค.ศ. ราชวงศ์นี้ก็ประกาศตนเป็นอิสระและมีอำนาจปกครองดินแดนตั้งแต่ตอนกลางเรื่อยลงไปสู่บริเวณคาบสมุทรทางใต้ของอนุทวีปในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ถึงคริสตศตวรรษที่ 3 โดยมีเมืองหลวงชื่อ ประติษสถานะ (Pratishsthana) ซึ่งก็คือบริเวณหมู่บ้านไปถาน (Paithan) ในนครออรังกาบาดปัจจุบันและมาจากชื่อพระเจ้า ออรังเซบ (Aurangzeb) เจ้าชายผู้ดับฝันปราสาทหินอ่อนสีดำของพระเจ้า ชาห์ เจฮัน พระบิดา เจ้าของตำนานรักบันลือโลกแห่ง ทัชมาฮาล นั่นเอง
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรมอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
เข้าสู่ที่พักณ HOTEL VITS (เมืองออรังกาบัด)หรือเทียบเท่า
วันที่เก้า เมืองออรังกาบาด – ถ้ำอะชันต้า – ออรังกาบาด
06.30 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
07.30 น. นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำอะชันต้า(Ajanta Caves) (ถ้ำปิดวันจันทร์)(ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรประมาณ 2 ชั่วโมง) การค้นพบหมู่ถ้ำอะชันตาทำให้โลก ปีพุทธศักราช 2362 จอห์น สมิธ นายทหารชาวอังกฤษได้ตามล่าเสือเข้ามาถึงยอดเขาแห่งหนึ่งบริเวณหมู่บ้านอะชันตา ใกล้เมืองออรังคบาด จอห์น สมิธ จึงปีนหน้าผาลงไปสำรวจ และเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบริเวณนั้นมีวัดถ้ำเป็นจำนวนมากซ่อนตัวอยู่ในหน้าผาท่ามกลางป่ารกแห่งนั้น มีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูป เป็นเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดกเต็มไปหมด ถ้ำเหล่านี้ซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานถึงกว่า 1,500 ปี ทำให้นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของ ศาสนาพุทธ ในอินเดียได้อย่างชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้วยการศึกษาจากภาพแกะสลักหินภายในถ้ำที่ยังคงอยู่อย่างยืนยง ไม่ผุกร่อนพังทลายไปเหมือนพุทธสถานอื่นๆ เพราะทุกอย่างที่นี่สลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
13.00 น. นำท่านตามรอยความเก่าแก่ของพุทธศาสนา ณ ถ้ำอะชันตา ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก ชมความอลังการของสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดยบันดาลใจจากศาสนาพุทธ ลักษณะของหมู่วัดถ้ำอะชันตานั้น มีถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ เรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว บริเวณหน้าถ้ำแต่ละแห่งสร้างเป็นบันไดทอดยาวลงไปยังแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลดเลี้ยวไปตามหุบเขาเบื้องล่าง แม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำวโฆระ ซึ่งจะมีระดับน้ำขึ้นสูงในช่วงฤดูฝนในบรรดาวัดถ้ำทั้งหมด พบว่ามีวัดถ้ำในแบบพุทธมหายานถึง 24 ถ้ำ ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในสมัยคุปตะ ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย พระภิกษุฝ่ายมหายานได้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และปรับเปลี่ยนถ้ำให้เหมาะสมกับพิธีกรรมที่ทำขึ้น โดยเฉพาะถ้ำหมายเลข 10 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่ถ้ำอะชันตา สร้างเป็นหอสวดมนต์บูชาพระเจดีย์ เมื่อครั้งที่จอห์น สมิธ ได้เข้าพบเห็นเป็นครั้งแรก ตอนที่เขาเข้ามาในถ้ำนั้น ดินโคลนได้ทับถมสูงขึ้นไปจากพื้นถ้ำกว่าครึ่ง เขาได้จารึกชื่อไว้บนเสาหิน พร้อมลงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2362 วันที่ถ้ำอะชันตาปรากฏสู่สายตาชาวโลก แต่รอยจารึกสำคัญที่พบในถ้ำเดียวกันนี้ได้ระบุชื่อกษัตริย์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์สาตวาหนะ ทำให้นักประวัติศาสตร์ได้รู้ว่า วัดถ้ำที่อะชันตาได้รับการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่องจากพระมหากษัตริย์ตั้งแต่การสร้างวัดถ้ำในยุคแรกๆ
15.00 น. นำท่านเดินทางกลับสู่ออรังกาบัด เส้นทางเดิม ระหว่างทางชมวิวทิวทัศน์ของดินแดนชนบททางอินเดียตอนใต้ จากนั้นนำท่านเที่ยวชมตัวเมืองออรังกาบัดในยามเย็นเดินทางไป แวะถ่ายจุดชมวิวป้อมเดาลาตาบัดเป็นป้อมในศตวรรษที่ 14 ป้อมปราการโบราณถูกโอบล้อมด้วยภูเขาดัลคีรี เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางคาราวาน ตำนานเล่าว่าเมืองนี้สร้างขึ้นโดยดันการ์ เมื่อ ค.ศ.1203 หลังจากนั้นถูกสุลต่านเดลีชาวมุสลิมอลาอุดดินคิลจิยึดได้ใน ค.ศ.1294 เดวากิรีกลายเป็นเมืองสำคัญในสมัยของสุลต่านมูฮัมมัดดินตุ๊คลัคในปีค.ศ.1327 พระองค์ทรงตั้งเป็นเมืองหลวงและเปลี่ยนชื่อจาก เดวากิรี เป็น เดาลาตาบัด จวบจนถึงสมัยของโมกุลหลังจากนั้นจึงถูกถูกทิ้งร้าง เพราะย้ายไปสร้างเมืองออรังกาบัดแทน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
พัก ณ HOTEL VITS )เมืองออรังกาบัด) หรือเทียบเท่า
วันที่สิบ เมืองออรังกาบาด – ถ้ำเอลโลร่า – มุมไบ
06.30 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร
07.30 น. นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำเอลโลร่า (ถ้ำปิดวันอังคาร)ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมง ถ้ำเอลโลร่า “ถ้ำของสามศาสนาที่อยู่รวมกัน”ประกอบไปด้วยถ้ำทั้งหมด 34 คูหา เป็นวัดถ้ำศาสนาพุทธ ถ้ำหมายเลข 1-12) เทวาลัยถ้ำในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู (ถ้ำหมายเลข 14-16) และวิหารถ้ำในศาสนาเชน ถ้ำหมายเลข 30 และ 32) ถ้ำเหล่านี้ขุดเจาะเข้าไปในภูผาเมื่อราว10 ศตวรรษก่อน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการสร้างเทียบได้กับการแกะสลักมหาวิหารทั้งหลังจากศิลาก่อนมหึมาทั้งก้อน หมู่ถ้าแอลโรล่า แห่งนี้ล้วนสลักเสลาขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
13.00 น. พาท่านอิสระช้อปปิ้งเลือกซื้อของฝากจนถึงเวลานัดหมาย นำท่านเดินทางสู่เมืองออรังกาบัด เมืองออรังกาบาด ชม บีบี กา มักบารา (Bi Bi Ka Maqbara) สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก สร้างโดยพระโอรสของออรังเซบ ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมารดา) สถาปัตยกรรมลักษณะคล้ายทัชมาฮาล)
17.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่สนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางสู่กรุงเทพฯแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินมุมไบ กระเป๋าโหลดรับที่สนามบินสุวรรณภุมิ
20.40 น. เดินทางสู่เมืองมุมไบ (บอมเบย์) โดยสารการบิน แอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ AI441
22.00 น. ถึง สนามบินมุมไบ Domestic Hall สนามบิน ฉัตราปตีศิวะจิ (Chhatrapati Shivaji) จากนั้นนำท่านเช็คอินเพื่อต่อเครื่อง International Hall “ ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองตรวจเช็กสิ่งของสัมภาระพาสปอร์ทติดตัวท่านทุก ๆครั้ง กระเป๋า กล้องถ่ายรูปทุก ๆชิ้น ที่ถือขึ้นเครื่องบินต้องผ่านเครื่องตรวจและมีตราประทับแต่ละชิ้นอย่างเข้มงวด อิสระอาหารค่ำภายในสนามบิน ระหว่างรอต่อเครื่องเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
วันที่สิบเอ็ด เมืองมุมไบ - (สนามบินสุวรรณภูมิ ) กรุงเทพฯ
01.50 น. ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยสารการบิน แอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ AI330
07.45 น ถีงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ...อิ่มบุญกันถ้วนหน้า..


เริ่มเดินทาง กลับจากเดินทาง ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง พักเดี่ยว หมายเหตุ
28ต.ค.60 08พ.ย.60 64,900 64,900 64,900 13,500
18พ.ย.60 29พ.ย.60 64,900 64,900 64,900 13,500
09ธ.ค.60 20ธ.ค.60 64,900 64,900 64,900 13,500
27ธ.ค.60 07ม.ค.61 66,900 66,900 66,900 13,500 สวดมนต์ข้ามปีแดนพุทธภูมิ
** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม **




โปรแกรมการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนผู้โดยสารตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้