GTM-29 มุมไบ-อะจันต้า 5วัน 3 คืน FEB-APR 2017 BY 9W
ทัวร์อินเดีย มุมไบ-อะจันต้า 5วัน 3 คืน  
เดินทาง ส.ค - ธ.ค 2560
เริ่มต้น 35,500.- บาท
เดินทางโดยสายการบิน jet airways


เริ่มต้น 35,500


ส่งให้เพื่อนทางไลน์
ทัวร์อินเดีย มุมไบ-อะจันต้า 5วัน 3 คืน เดินทาง ส.ค - ธ.ค 2560 เริ่มต้น 35,500.- บาท เดินทางโดยสายการบิน jet airways
วันแรก กรุงเทพฯ-มุมไบ/บอมเบย์ รัฐมหาราษ (ประเทศอินเดีย)
04.00 น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น4 ประตูทางเข้าที่ 7 สายการบิน Jet Airways (9W) โดยเจ้าหน้าที่บริษัท คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับทุกท่าน กระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน  กรุณางดนำของมีคม ทุกชนิด เช่น มีดพับ กรรไกรตัดเล็บทุกขนาด ตะไบเล็บ เป็นต้น กรุณาใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ห้ามนำติดตัวขึ้นเครื่องบิน  วัตถุที่เป็นลักษณะของเหลว อาทิ ครีม โลชั่น น้ำหอม ยาสีฟัน เจล สเปรย์ และเหล้าเป็นต้น จะถูกทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะอนุญาตให้ไม่เกิน 10 ชิ้น ในบรรจุภัณฑ์ละไม่เกิน 100 ml.
05.55 น. ออกเดินทางสู่ มุมไบ (บอมเบย์) ประเทศอินเดีย โดยสายการบิน เจ็ท แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 9W 061 สายการบินจะบริการเครื่องดื่มและเสริฟ์อาหารเช้าบนเครื่อง
08.50 น. เดินทางถึง(ตามเวลาท้องถิ่น)สายการบินถึงท่าอากาศยานสนามบินฉัตรปตีศิวะจิ( CHHATRAPATI SHIVAJI ) เมืองมุมไบประเทศอินเดีย ผ่านพิธีการตรวจสอบคนเข้าเมืองและ ผ่านด่านศุลกากรหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการต่างๆนำท่านเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองมุมไบ (เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าประเทศไทยอยู่1.30 ชั่วโมง) “มุมไบ กลิ่นอายตะวันตกในฉบับอินเดีย”มุมไบ (Mumbai) หรือ บอมเบย์ (Bombay) ในอดีต มีฐานะเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่เกาะ 7 เกาะ ที่แยกออกจากแผ่นดิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเมื่อร่องน้ำลำคลองตื้นเขินและกลายเป็นแหลมยื่นออกไปใน ทะเลยาว 22 กิโลเมตร อย่างในปัจจุบันแม้ผ่านพ้นช่วงเวลา ของการตกเป็นอาณานิคมมานานแล้ว แต่เสน่ห์ของความเป็นตะวันตกยังคงหลงเหลือให้เราได้สัมผัสอยู่ตลอดเส้นทางใน เมืองมุมไบ ตึกรามบ้านช่อง และอาคารสำคัญๆ ขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคยังมีให้เห็นมากมาย..
จากนั้น ท่านชมทัศนียภาพเมือง “มุมไบ” หรือนครลอนดอนแห่งอินเดียที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามครั้งเมื่ออังกฤษยังปกครองอยู่ มีทั้งแบบอังกฤษโกธิค แบบอินเดียผสมอาหรับ เช่น สถานีรถไฟ The Prince of Wales Museum of Western India หรือ“พิพิธภัณฑ์แห่งเวลล์” และ “มหาวิทยาลัยบอมเบย์” (University of Bombay) ซึ่งเป็นอาคารที่มี สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่สวยงาม วิคทอเรียเทอร์มินัส ที่ทำการรัฐบาลและอาคารมหาวิทยาลัยมุมไบ ที่สร้างเลียนแบบกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังมี “อาคารที่ทำการรัฐบาล” ที่สวยงาม “มหาวิทยาลัยมุมไบที่มีหอนาฬิกาขนาดใหญ่ละม้ายคล้ายหอนาฬิกาบิ๊กเบนในประเทศ อังกฤษ” สูงสง่าอวดสายตาแขกต่างเมือง รวมถึงอาคารร้านค้า และโบสถ์ในคริสต์ศาสนา มุมไบ หรือ บอมเบย์ ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะ “ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของประเทศ รวมทั้งยังเป็นเมืองที่ผลิตภาพยนตร์มากที่สุดในโลก ประมาณ 800 เรื่องต่อปี” จนได้เรียกขานกันว่า “บอลลีวู้ด” เยี่ยมชม มรดกโลก แห่งแรก “สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอมินาส” หรือในชื่ออินเดียใหม่ว่า “ฉัตรปตี ศิวาจีเทอมินาส” ที่ได้รับการตั้งชื่อตามพระนามพระราชินีวิคตอเรีย ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียโกธิค ผสมผสานกับงานศิลปะแบบอินเดียอันทรงคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก
12.00 น. บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
สถานที่แห่งสำคัญที่พลาดไม่ได้ก็คือ “ประตูสู่อินเดีย” (Gateway of India) ริมฝั่งทะเลอาระเบียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมุมไบ สร้างขึ้นเพื่อเป็น “อนุสรณ์ในการเสด็จมาเยือนมุมไบของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่” ในปี ค.ศ.1911 เพื่อทรงร่วมงานเดลีดารบัร ความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะของท้องถิ่น กับแบบมุสลิมของรัฐคุชราต ประกอบกับความสูงกว่า 80 ฟุต ของประตูสู่อินเดีย ทำให้ที่นี่เป็นที่หมายสำคัญแห่งแรกๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาสู่มุมไบ...นำท่านเดินไปยังท่าน้ำตรง GATEWAY OF INDIA เพื่อทำการขึ้นเรือโดยสารมุ่งหน้าไปยังถ้ำเกาะช้าง(เรือไม้ขนาดไซด์บรรจุผู้โดยสารได้ถึง50ท่านจะออกจากท่าประมาณทุกๆครึ่งชั่วโมงออกจากเกาะไปประมาณ 45 นาที)ภายหลังที่เรือแล่นออกจากท่าน้ำท่านสามารถเก็บบันทึกภาพประตูชัยที่อยู่ติดกับโรงแรมสุดหรูทัชมาฮาล จะได้ชมภาพทิวทัศน์ของท่าเมืองมุมไบตลอดเส้นทางเดินทางท่านจะสามารถเห็นฐานทัพเรือของอินเดียระหว่างทางสู่เกาะด้วย
มรดกโลก แห่งที่สอง ...นำท่านล่องเรือกลางมหาสมุทรอินเดีย สู่ “เกาะช้าง” (Elephant Island) หรือ“ฆรบุรี” ถ้ำช้าง ตั้งอยู่บนเกาะกลางอ่าวหน้าเมืองมุมไบประมาณ1500กว่าปีมาแล้วกษัตริย์ราชวงศ์ไตรกูฏกะปกครองดินแดนที่ราบสูงเผ่าเดคข่านตะวันตกของอินเดียได้มีรับสั่งให้ทำการสร้างถ้ำนี้ขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นเทวสถานแด่องค์พระศิวะเทพ
จากนั้นนำท่านเคลื่อนย้ายต่อโดยเปลี่ยนเป็นนั่ง“รถไฟจิ๋ว”( วิ่งโดยไม่มีคนขับเนื่องมาจากใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุม) ระยะทางไม่ถึงกิโลเมตรก็ถึงที่หมายรถไฟจะทำการจอดให้ลงพร้อมเดินขึ้นเขาเพื่อไปเยี่ยมชมถ้ำช้างตลอดทางขึ้นจะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินของมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาดผนังถ้ำส่วนแรกจะเป็นภาพสลักตอน“ศิวนาฎราช” ลักษณะพระศิวะเจ้าทรงแสดงการฟ้อนรำโดยกระบวนท่านาฏยศาสตร์108ท่าเพื่อให้อัฎจักรทุกสิ่งในจักวาลเคลื่อนที่ไปอย่างสมดุล(คล้ายกับปราสาทพนมรุ้ง)กลางถ้ำมีประติมากรรมรูปมเหศวรตรีมูรติ“ หรือพระศิว3หน้าหรือรูปปั้น3เศียรมีความสูงเกือบ20ฟีด(TRIMURTI ) พระพักตร์ตรงกลางเป็นพระศิวะผู้เมตตากรุณาหรือเรียกว่า“ จันทรเศษมูรติ“พระพักตร์ทางด้านซ้าย จะเป็นพระศิวะปางดุร้ายเรียกว่า“ไภรวะ” พระพักตร์ทางด้านขวา จะเป็นใบหน้าสตรี ซึ่งหมายถึง“ พระอุมาภควดี” ซึ่งเป็นอัครมเหสีของพระองค์)ถัดมานำท่านชมความงดงามของภาพ“ROYAL WEDDING “ ระหว่างพระศิวะกับพระอุมา(มีเรื่องเล่ากันว่าก่อนชาติพระอุมาพระนางได้เกิดมาในนามอื่นนั่นคือพระสตีพ่อตาเกิดรังเกียจลูกเขยอีกทั้งพูดจาถากถางดูถูก พระนางสตีจึงทำการโดดเข้ากองไฟเพื่อปกป้องเกียรติของพระสวามี ต่อมาเมื่อพระศิวะทราบจึงแผลงฤทธิ์ทำการสังหารคนที่ทำให้หญิงคนรักต้องจากไปจากนั้นพระองค์ก็แบกศพของนางสตีวิ่งร่ำไห้ไปรอบจักรวาลประดุจ จะขาดใจเมื่อสิ้นนางและพระองค์ก็ไม่ทำการชายตามองหญิงอื่นใดเลยจนกระทั่งพระสตีกลับชาติมาเกิดใหม่ เป็นเทพธิดาแห่งภูเขาหิมาลัยนามว่าพระอุมา“)ชมภาพพระศิวะปราบอันธกาสูธ( หมายถึงปราบปีศาจแห่งความมืด)ถัดมาด้านข้างตัวถ้ำมีโพรงใหญ่ใต้พื้นเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติเขียวใสคนอินเดียถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะอยู่ใต้ถ้ำ... ได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางกลับเข้าฝั่ง
จากนั้นอิสระ ถ่ายรูปคู่กับ “ประตูชัย” (Gateway of India) ตามอัธยาศัย
19.00 น. บริการอาหารค่ำ หลังอาหารเชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย…ราตรีสวัสดิ์
ที่พัก ณ Hotel holidays Inn (เมืองมุมไบ) หรือเทียบเท่า
วันที่สอง บอมเบย์ -ออรังกาบัด (บินภายในประเทศ)
07.00 น. บริการอาหารเช้า ณ โรงแรม
08.00 น. นำท่านเดินทางสู่ “วัดสิทธิวินัยยัค” (Siddhivinayak Temple) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ ในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1801 ภายในเป็นที่ประดิษฐานองค์ “พระพิฆเนศ” เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ซึ่งตั้งอยู่ในองค์มณฑปศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธา ทันทีที่ท่านก้าวเข้าสู่ภายในวัดที่คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่มาเคารพสักการะ หลังจากที่ท่านได้สักการะองค์ท่านแล้ว จะมีพิธีกรรมที่ประหลาดอีกอย่างที่จำเป็นต้องทำคือ ให้ท่านได้กระซิบคำอธิษฐานต่อรูปปั้นหนู 2 ตน ที่ถือเป็นพระสหายขององค์ท่านด้วย จากนั้นให้ท่านได้บูชาเครื่องราง,รูปบูชาขององค์ท่านตามอัธยาศัย
นำท่านชมโดบิกาต (Dhobi Ghat) เป็นสถานที่ซักผ้า (Washing Place) ที่มีชื่อเสียงของเมืองมุมไบในฐานะลานซักผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะที่นี่ต้องใช้ลูกจ้างในการซักผ้ามากถึงห้าพันคนโดบิกาตมีลักษณะเป็นลานที่ทำเป็นช่องๆ วางแปลนอย่างเป็นระเบียบ คนงานซักผ้าต่างก็ขมีขมันซักผ้าในช่องของตนโดยการทุบๆ สิ่งสกปรกออกจากผ้า ซึ่งผ้าที่นำมาซักจะถูกส่งมาจากโรงแรมต่างๆ ทั่วเมืองมุมไบแม้ว่าโดบิกาตจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเสียงอึกทึก แต่ก็เป็นสถานที่มีเสน่ห์ เป็นสีสัน และเป็นเอกลักษณ์ของมุมไบที่หาดูไม่ได้ในที่อื่นๆ โดยเฉพาะการสะท้อนภาพวิถีชีวิตในเมืองที่แออัดหนาแน่นอย่างมุมไบ เราจะพบเห็น โดบิกาต กลายเป็นฉากประกอบในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Slum Dog Millionaire, Hisss รวมทั้งหนังที่ชื่อ Dhobi Ghat อีกด้วย
12.30 น. บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านชมบ้านท่านมหาตมะ คานธี “คานธี” มหาบุรุษแห่งสันติภาพสู่ทะเลอาหรับ ซึ่งตอนนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ท่านจะได้เห็นห้องทำงานห้องนอน และของใช้ของท่าน แม้แต่ภาพวันที่ท่านสิ้นลมหายใจสุดท้ายจากกระสุนปืน จากนั้น นำท่านช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองมุมไบ...ก่อนเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางสู่เมืองออรังกาบาด
14.30 น. นำท่านเดินทางสู่สนามบินภายในประเทศเพื่อเดินทางสู่ออรังกาบาด
16.40 น. ออกเดินทางสู่เมืองออรังกาบัด โดยสายการบินเจ็ท แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 9W 7148
17.50 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานเมืองออรังกาบัด ตรวจรับสำภาระเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก
19.00 น. บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรมอิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย
ที่พัก HOTEL AMBASSADOR HOTEL หรือเทียบเท่า (เมืองออรังกาบัด)
วันที่สาม เมืองออรังกาบาด( AURANGABAD )- อะชันต้า ( AJANTA CAVES ) “ ถ้ำมรดกโลก “
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
08.00 น. นำท่านเดินทางสู่.. ถ้ำอชันต้า ( ระยะทาง 110 กม. ใช้เวลา 2.30 ชม. ) มรดกโลกแห่งที่สาม ถ้ำอะชันต้า ( AJAMTA CAVE ) ตั้งห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 110 กิโลเมตร ถือเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียถ้ำอะชันต้า“ ถ้ำมรดกโลก”(ถ้ำจะทำการปิดให้บริการทุกวันจันทร์)แบ่งออกเป็น2ยุคโดยในยุคแรกประมาณศตวรรษที่2ก่อนคริสตศักราช ได้ถูกสร้างออกมาในรูปลักษณะของ” วิหาร” ( วัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติสมาธิ–ของเหล่าพระภิกษุ)และ“เจดีย์“ (เพื่ออุทิศแด่องค์พระพุทธเจ้า) มีหลักฐานเป็นภาพเขียนสีน้ำบนผนังที่ถ่ายทอดถึงเรื่องราวชาดกเข้าใจถึงพุทธประวัติเพราะมีการใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าโดยตามความเชื่อของชาวเถรวาทยุคที่สองประมาณคริสศตวรรษที่5-6ได้มีการเพิ่มเติมโดยแกะสลักพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์บนเจดีย์และบนผนังวิหารในแบบความเชื่อแบบใหม่หรือตามแบบของชาวมหายานถ้ำอะชันต้า( AJANTA CAVES ) ถือเป็นถ้ำที่มีการเจาะเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่จนได้รับเป็น สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกที่มีอายุมากกว่า2000ปีและภายในถ้ำก็มีถ้ำมหึมาขนาดใหญ่อีกกว่า30ถ้ำ โดยผนังถ้ำมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่มีอายุนับกว่า1200 ปี
13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น บริเวณใกล้ ถ้ำอะชันต้า
เยี่ยมชมนำท่านเข้าชมสถาปัตยกรรมของถ้ำอะชันต้าตั้งแต่ถ้ำแรก เกร็ดย่อ :ถ้ำเบอร์2เป็นถ้ำของฝ่ายมหายานมีชื่อเสียงด้านภาพวาด ส่วนใหญ่เป็นภาพดอกบัวถ้ำเบอร์3เป็นถ้ำเล็กๆไม่มีค่อยมีอะไรน่าสนใจ ถ้ำเบอร์ 4 มีความกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำทั้งหมด ด้านหน้ามีรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อีกทั้งพระพุทธรูปปางประทับยืน ส่วน ถ้ำเบอร์ 5 ยังทำการสร้างไม่เสร็จ ถ้ำเบอร์ 6มีพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาที่มีพระสรีระแตกต่างจากถ้ำอื่นอีกทั้งเป็นหินชนิดเดียวกับถ้ำรอบๆองค์พระพุทธรูปมีภาพวาดที่ผนังและเพดาน ทางด้านซ้าย ของถ้ำมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า MUSICAL PILLARS (ใช้สันมือกระแทกหรือเคาะที่กลางเสาจะมีเสียงดังกังวาลออกมา) ถ้ำเบอร์ 7 ด้านในของถ้ำ มีพระพุทธรูปแกะสลักที่ผนังถ้ำ ลักษณะคล้ายกับครั้งที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ แตกต่างจากถ้ำเบอร์ 2 ตรงที่เป็นภาพวาด แต่ที่ถ้ำเบอร์ 7 นี้แกะสลักหินแทน อีกทั้งตรงกลาง ประดิษฐานพระประธานรายล้อมไปด้วยพระพุทธรูป ปางประทับยืน และ เหล่าเทพเทวดา ถ้ำเบอร์ 9 และ 10 เป็นถ้ำของเถรวาท ภายในเป็นห้องโถงสูงยาว มีช่องรับแสงอยู่ด้านบน ถ้ำเบอร์ 11-12-13 ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่พักอาศัยไม่มีรายละเอียด เพียงแต่ที่ถ้ำเบอร์ 12 มีองค์พระประธาน ถ้ำเบอร์ 14 เป็นถ้ำเล็กๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมาใช้เป็นสำนักงาน ถ้ำเบอร์ 16 เป็นของฝ่าย มหายาน มีภาพ พระนางชนบทกัลยานี ที่เพิ่งแต่งงานกับ พระนันทะ กำลังเฝ้ารอพระสวามีกลับมาด้วยความโศกเศร้า ภายหลังจากที่พระพุทธ องค์ทรงพาพระนันทะไปบวชภายในยังมีพระประธานในถ้ำเช่นเดียวกัน ฯลฯ ...จนถึงถ้ำสุดท้ายได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางกลับเมืองออรังกาบาดเส้นทางเดิม โดยทางรถ ( ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ) อิสระ ช้อปปิ้ง สิ้นค้าพื้นเมืองของออรังกาบาด
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตคาร หรือเทียบเท่า
ที่พัก HOTEL AMBASSADOR HOTEL หรือเทียบเท่า (เมืองออรังกาบัด)
วันที่สี่ เมืองออรังกาบาด( AURANGABAD )- ถ้ำเอลโลร่า (ELLORA CAVES )-ป้อมดาลาตาบาด –ออรังกาบาด
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
08.00 น. นำท่านเดินทางสู่ถ้ำเอลโลร่า(ถ้ำปิดวันอังคาร)(ระยะทาง30กม.ประมาณ1ชม.) “ถ้ำของ3ศาสนาอินดูพุทธและเชน ที่อยู่รวมกัน” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มถ้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2526 ตั้งอยู่ในเทือกเขาจรนันทรี ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่12 ถึง15 โดยการเจาะเข้าไปในภูเขาเช่นเดียวกับกลุ่มถ้ำอะจันต้าที่เรียงตัวจากเหนือไปใต้เป็นระยะทางรวมกันประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในมีภาพแกะสลักของเหล่าทวยเทพที่มีความวิจิตรงดงามหาชมได้ยาก ระหว่างทางผ่านชม “ป้อมเดาลาตาบัด” ป้อมปราการโบราณรอบภูเขาดัลคีรี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ยารวะและถูกกษัตริย์อลาอุดดินคัลจิ ชาวมุสลิมยึดได้ใน พ.ศ. 1839 กลายเป็นเมืองหลวงอินเดียภายใต้การปกครองของกษัตริย์มุสลิมอยู่พักหนึ่ง ก่อนถูกทิ้งร้างย้ายไปสร้างเมืองออรังกาบัด ชมซากมัสยิดที่ยังเหลือซากเสาจำนวน 106 ต้น ชมป้อมปราการ พระราชวังบนเสาอายุกว่า 700 ปี สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่สนามบินออรังกาบัด
จากนั้น เยี่ยมชมมรดกโลกแห่งที่สี่ ถ้ำเอลโลร่า(ELLORA CAVES ) (ถ้ำจะปิดให้บริการทุกวันอังคาร ) ชมความงามที่ยิ่งใหญ่ของหมู่ถ้ำที่เกิดจากการเจาะแกะสลักภูเขาหินทั้งลูกด้วยฝีมือสาวก 3 ศาสนาที่แข่งขันกันคือ ศาสนาฮินดู พุทธ และเชนถ้ำเอลโลร่ามีทั้งหมด 34 ถ้ำ โดยมีการแบ่งออกเป็น ถ้ำทางพุทธศาสนา 12 ถ้ำ ถัดมา 17 ถ้ำคือ เทวาลัยของชาวฮินดู และ วิหารถ้ำลักธิ เชน 5 ถ้ำ สถานที่ แห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก ในปี 1983 ถือเป็นถ้ำที่เกิดจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูกออกเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ศาสนา นำท่านกราบนมัสการ พระพุทธรูปที่มีอายุมากกว่า 1200 ปี ภายในถ้ำยังมีภาพแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงอีกมากมาย อาทิ องค์พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเนศ ช้างเอราวัณ อีกทั้งภาพของนางอัปสร เป็นต้น ถ้ำที่ 16 ถือเป็นถ้ำที่อลังการที่สุด เป็นที่ที่มีศิวลึงค์เป็นจุดศูนย์กลาง
12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย นำท่านเดินทางกลับสู่ ออรังกาบัด ชม บีบี กา มักบารา (BiBiKa Maqbara) สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก สร้างโดยพระโอรสของออรังเซบ ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมารดา พระนาง บีกัมราเบีย อุเด ดาราณี สถาปัตยกรรมลักษณะคล้ายทัชมาฮาล จากนั้นแวะให้ท่านช้อปปิ้ง ซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิ เช่น เครื่องทองเหลือง ผ้าปักลายโบราณที่จำลอง มาจากผนังถ้ำ อายุ 1,200ปี และเครื่องประดับลวดลายแปลกตา ได้เวลาพอสมควรนำท่านกลับสู่สนามบินเมืองออรังกาบัด
18.20 น. เหิรฟ้าสู่เมืองมุมไบ โดยสายการบิน เจท แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 9W 7149
19.10 น. ถึง สนามบิน ฉัตราปตีศิวะจิ(Chhatrapati Shivaji) ท่าอากาศยานมุมไบ อิสระอาหารเย็นภายในสนามบินโดยมี Cash Back กลับให้ท่านคนละ 500 รูปี
วันที่ห้า เมืองออรังกาบาด-สนามบินมุมไบ-สนามบินสุวรรณภูมิ (กรุงเทพฯ)
01.05 น. ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบินเจ็ท แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ 9W 062
06.50 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ


เริ่มเดินทาง กลับจากเดินทาง ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง พักเดี่ยว หมายเหตุ
10ส.ค.60 14ส.ค.60 35,500 35,500 35,500 4,700
14ก.ย.60 18ก.ย.60 35,500 35,500 35,500 4,700
19ต.ค.60 23ต.ค.60 38,800 38,800 38,800 5,500
16พ.ย.60 20พ.ย.60 38,800 38,800 38,800 5,500
02ธ.ค.60 06ธ.ค.60 38,800 38,800 38,800 5,500
09ธ.ค.60 13ธ.ค.60 38,800 38,800 38,800 5,500
30ธ.ค.60 03ม.ค.61 39,900 39,900 39,900 6,000
31ธ.ค.60 04ม.ค.61 39,900 39,900 39,900 6,000
** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม **




โปรแกรมการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนผู้โดยสารตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้