GTM-13 10D7N BEST OF THE BEST TURKEY MAR -MAY 17 By MS
GTM-13  BEST OF THE BEST TURKEY 10 DAY 
ทัวร์ตุรกี มหัศจรรย์แห่งอิสตันบูล อัญมณีแห่งโลก 2 ทวีป  แวะเที่ยวอียิปต์ ชมการแสดงแสง สี เสียง“มหาปีรามิด
เดินทาง มีนาคม - พฤษภาคม 2560
เริ่มต้น 44,888.-
เดินทางโดยสายกาารบิน Egypt air ในเครือข่าย Star Alliance สายการบินระดับ 5 ดาว 


เริ่มต้น 44,888

ส่งให้เพื่อนทางไลน์
วันที่1 สนามบินสุวรรณภูมิ
21.00 น. คณะผู้เดินทางพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น4 เคาน์เตอร์ Q แถว 14-20 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทคอยอำนวยความสะดวกเรื่องสัมภาระและเอกสารการเดินทางแก่ท่าน
วันที่2 ไคโร – อิสตันบูล – ฮิปโปโดรม – มัสยิดสีน้ำเงิน – สุเหร่าเซนต์โซเฟีย
00.55 น. ออกเดินทางสู่ นครอิสตันบูล เมืองหลวงออตโตมันของประเทศตุรกี ดินแดนแห่งนี้ร่ำรวยพรั่งพร้อมไปด้วยประวัติศาตร์ สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการมากมาย ออกเดินทางโดย สายการบิน อียิปต์แอร์ 1 ในสมาชิก STAR ALLIANCE เที่ยวบินที่ MS961
05.50 น. เดินทางถึงสนามบิน ณ กรุงไคโร แวะเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยัง นครอิสตันบูล (ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงโดยประมาณซึ่งเป็นเวลาต่อเครื่องมาตราฐาน)
09.50 น. ออกเดินทางสู่ กรุงอิสตันบูล โดยสายการบิน อียิปต์ แอร์ เที่ยวบินที่ MS737
13.00 น. เดินทางถึง สนามบินนานาชาติ อตาเติร์ก กรุงอิสตันบูล หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง นำทุกท่านเดินทางสู่ภัตตาคาร
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
หลังรับประทานอาหาร นำทุกท่านสู่ จัตุรัสสุลต่านอะห์เมต หรือ ฮิปโปโดรม สนามแข่งม้าของชาวโรมัน จุดศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยวเมืองเก่า สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิ เซปติมิอุส เซเวรุส เพื่อใช้เป็นที่แสดงกิจกรรมต่างๆ ของชาวเมือง ต่อมาในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน ฮิปโปโดรมได้รับการขยายให้กว้างขึ้น ตรงกลางเป็นที่ตั้งแสดงประติมากรรมต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะในยุคกรีกโบราณในสมัยออตโตมันสถานที่แห่งนี้ใช้เป็น ที่จัดงานพิธี แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงพื้นที่ลานด้านหน้ามัสยิดสุลต่านอะห์เมต ซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาโอเบลิกส์ 3 ต้น คือ เสาที่สร้างในอียิปต์ เพื่อถวายแก่ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 ถูกนำกลับมาไว้ที่อิสตันบูล เสาต้นที่สอง คือ เสางู และเสาต้นที่สาม คือ เสาคอนสแตนตินที่ 7 นำชม มัสยิดสุลต่านอะห์เมต หรือมัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่สวยงามแห่งหนึ่งของโลก ชื่อมัสยิดสีน้ำเงินนี้ได้มาจากการใช้กระเบื้องสีน้ำเงินในการตกแต่ง การตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องเป็นไฮไลท์ของที่นี่ โดยในชั้นล่างของทุกทิศได้ใช้กระเบื้องจำนวนถึง 20,000 แผ่น ออกแบบเป็นดอกทิวลิปที่แตกต่างกันถีง 50 แบบ กระเบื้องชั้นล่างจะเป็นสไตล์ดั้งเดิม ขณะที่ชั้นบนถูกออกแบบให้สวยงามมากขึ้นเป็นลวดลายดอกไม้ ผลไม้และต้นไซเปรส จุดที่น่าสนใจอีกอย่างนึง คือ จำนวนหอคอยสุเหร่าที่มีจำนวนเท่ากับสุเหร่าแห่งกรุงเมกกะ
จากนั้นนำทุกท่านชม สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่างพวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม จวบจนถึงรัชสมัยของ พระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้าง โบสถ์เซนต์โซเฟีย ขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435) พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิมเมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัย พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามจึงได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าของชาวอิสลาม (ในเดือนเมษายน ท่านจะได้พบกับเทศกาลดอกทิวลิปที่จัดขึ้นในทุกๆปี ในบริเวณสวน ทุกๆที่ในเมืองอิสตัลบูล) ดอกทิวลิป มีต้นกำเนิดที่ประเทศตุรกี เป็นดอกไม้ป่า ที่ขึ้นเองในธรรมชาติ สมัยโบราณเจ้าหน้าที่ตุรกีได้นำดอกทิวลิป มามอบให้กับทูตเวียนนาเพื่อไปปลูกยังประเทศออสเตรีย แต่มีคนสวนชาวฮอลแลนด์นำกลับมาปลูกเพาะพันธุ์และผสมพันธุ์ใหม่จนเกิดเป็นหลากหลายสี หลายพันธุ์ การผสมพันธุ์ ดอกไม้ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น จึงขัดต่อหลักศาสนา และถูกห้าม จึงทำให้หัวทิวลิปนั้นมีราคาแพง คนรวยในสังคมชั้นสูงจึงจะมีเงินซื้อมาปลูก และมีราคาแพงมากจนถูกห้ามปลูกในอังกฤษ จากนั้นการเพาะพันธุ์ทิวลิป ได้รับการยอมรับและรัฐบาลสนับสนุนและเป็นสินค้าส่งออกทีสำคัญอย่างหนึ่งของ เนเธอร์แลนด์ ทิวลิปมากกว่าครึ่ง ส่งไปจำหน่ายที่อเมริกา)
นำท่านเข้าสู่ที่พัก GUNES HOTEL หรือเทียบเท่า (อิสตันบูล)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่3 อิสตันบูล – กาลิโพลี – ชานัคคาเล่ – ทรอย
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองกาลิโพลี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านข้ามช่องแคบคาดาแนลด์โดยเรือเฟอร์รี่ (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) สู่เมือง ชานัคคาเล่ (Canakkale) ตั้งอยู่บนทะเลมาร์มาราและทะเลอีเจียน เมืองแห่งนี้จึงเคยเป็นชุมทางการค้า ศูนย์กลางการเดินเรือเชื่อมต่อเอเชียกับยุโรป
นำท่านสู่ กรุงทรอย เพื่อชม ม้าไม้จำลองเมืองทรอย ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อันชาญฉลาดด้านกลศึกของนักรบโบราณ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กรุงทรอยแตก สงครามม้าไม้ เป็นสงครามที่สำคัญตำนานของกรีก และเป็นสงครามระหว่างกองทัพของชาวกรีกและกรุงทรอยหลังจากสู้รบกันเป็นเวลาสิบปี กองทัพกรีกก็ได้คิดแผนการที่จะตีกรุงทรอย โดยการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ ที่เรียกว่าม้าไม้เมืองทรอย โดยทหารกรีกได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในม้าโทรจัน แล้วก็ทำการเข็นไปไว้หน้ากรุงทรอย เหมือนเป็นของขวัญและสัญลักษณ์ว่าชาวกรีกยอมแพ้สงคราม และได้ถอยทัพออกห่างจากเมืองทรอย ชาวทรอยเมื่อเห็นม้าโทรจัน ก็ต่างยินดีว่ากองทัพกรีกได้ถอยทัพไปแล้ว ก็ทำการเข็นม้าโทรจันเข้ามาในเมือง แล้วทำการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เมื่อชาวทรอยนอนหลับกันหมด ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ ก็ออกมาจากม้าโทรจัน แล้วทำการเปิดประตูเมืองให้กองทัพกรีกเข้ามาในเมือง แล้วก็สามารถยึดเมืองทรอยได้ ก่อนที่จะทำการเผาเมืองทรอยทิ้ง
นำท่านเข้าสู่ที่พัก IRIS HOTEL หรือเทียบเท่า (ชานัคคาเล่)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่ 4 เพอร์กามัม – แอสเคอเพอลิย่อน (Asklepion) - วิหารอะโครโปลิส (Acropolis) – เซลจุก - House of Virgin Mary บ้านพระแม่มารี – คูซาดาซี
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำทุกท่านเดินทางสู่ เมืองเพอร์กามัม (Pergamum) แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกรีกโบราณที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชม แอสเคอเพอลิย่อน (Asklepion) โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ และยังถือว่าเป็นแห่งแรกของโลก นอกจากนั้นยังเป็นที่รู้จักกันอีกอย่างว่าที่นี่ยังเป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของโลกอีกด้วยเช่นกัน โดยภายในโรงพยาบาลแอสเคอเพอลิย่อน ประกอบไปด้วยโรงละครโรมันรูปครึ่งวงกลม ห้องสมุด บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และอุโมงค์ จากจุดนี้เราสามารถมองเห็นวิหารอะโครโปลิส ชมความยิ่งใหญ่ของ วิหารอะโครโปลิส (Acropolis) วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมทางสังคมและวัฒนธรรมในอดีต
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
หลังจากนั้นนำทุกท่านเดินทางสู่เมือง คูซาดาซึ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีตัดกับชายฝั่งทะเลอีเจี้ยนซึ่งเป็นท่าเรือที่สำคัญ นำท่านเข้าชม House of Virgin Mary บ้านพระแม่มารี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีอาศัยอยู่ และสิ้นพระชนม์ในบ้านหลังนี้ ชม วิหารเทพีอาร์เทมิสโบราณ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ สร้างด้วยหินอ่อนเป็นสถาปัตยกรรมกรีกแบบไอโอนิค และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบวิหารมากกว่า 100 ต้น ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้ แข่ง จากนั้นนำท่านเดินทางมุ่งหน้าสู่ คูซาดาซี
นำท่านเข้าสู่ที่พัก BATIHAN HOTEL หรือเทียบเท่า (คูซาดาซี)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่ 5 เมืองโบราณเอฟฟิซุส – ปามุคคาเล่ – ปราสาทปุยฝ้าย – เมืองเฮียราโพลิส
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเยี่ยมชม โรงงานเครื่องหนัง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศตุรกี
หลังจากนั้นนำทุกท่านสู่ เมืองโบราณเอฟฟิซุส (City of Ephesus) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนก (Ionian) จากกรีก ซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมือง ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนา “เอฟฟิซุส” ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน นำท่านเดินบนถนนหินอ่อนผ่านใจกลางเมืองเก่าที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงละครกลางแจ้งที่สามารถจุผู้ชมได้กว่า 30,000 คน ซึ่งยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้ นำท่านชม ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ (ROMAN BATH) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำ ให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้, ห้องสมุดโบราณ ที่มีวิธีการเก็บรักษาหนังสือไว้ได้เป็นอย่างดีทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะแบบ เฮเลนนิสติคที่มีความอ่อนหวานและฝีมือปราณีต
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
หลังรับประทานอาหารกลางวันนำทุกท่านเดินทางสู่ เมืองปามุคคาเล่ (Pamukkala) เมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีกก่อนที่ไหลลงสู่หน้าผา นำท่านชม ปราสาทปุยฝ้าย ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้นและผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาว ซึ่งมีความงดงามมาก ท่านจะได้สัมผัส เมืองเฮียราโพลิส (Hierapolis) เป็นเมืองโรมันโบราณที่สร้างล้อมรอบบริเวณที่เป็นน้ำพุเกลือแร่ร้อน ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรค เมื่อเวลาผ่านไปภัยธรรมชาติได้ทำให้เมืองนี้เกิดการพังทลายลง เหลือเพียงซากปรักหักพังกระจายอยู่ทั่วไป บางส่วนยังพอมองออกว่าเดิมเคยเป็นอะไร เช่น โรงละคร แอมฟิเธียร์เตอร์ขนาดใหญ่ วิหารอะพอลโล สุสานโรมันโบราณ เป็นต้น
นำท่านเข้าสู่ที่พัก RICHMOND HOTEL หรือเทียบเท่า (ปามุคคาเล่) หมายเหตุ โรงแรมมีบริการสระว่ายน้ำซึ่งเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ หากท่านใดต้องการแช่น้ำแร่ ให้เตรียมชุดว่ายน้ำ ไปด้วย
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่ 6 คอนย่า - พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า (Mevlana museum) – คัปปาโดเกีย – ระบำหน้าท้อง
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านเดินทางสู่ เมืองคอนย่า (Konya) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุก ในช่วงปี ค.ศ.1071-1308 ระยะทาง 387 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำทุกท่านสู่ พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า (Mevlana museum) เดิมเป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานของเมฟลาน่า เจลาลุคดิน รูมี่ อาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งสุลต่านอาเลดิน เคย์โคบาท ภายนอกเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับฝาผนังแบบมุสลิม และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา และบุตร ของเมฟลาน่าด้วย
จากนั้นเดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia) ระยะทาง 215 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างทางแวะชมที่พักของกองคาราวานในสมัยโบราณ เป็นสถานที่พักแรมของกองคาราวานตามเส้นทางสายไหมและชาวเติร์กสมัยออตโตมัน
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
หลังอาหารนำท่านชมการแสดงพื้นเมือง “ระบำหน้าท้อง” หรือ Belly Dance เป็นการเต้นรำที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์ และเมดิเตอร์เรเนียน นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ชนเผ่ายิปซีเร่ร่อนคือคนกลุ่มสำคัญที่ได้อนุรักษ์ระบำหน้าท้องให้มีมาจนถึง ปัจจุบัน และการเดินทางของชาวยิปซีทำให้ระบำหน้าท้องแพร่หลาย มีการพัฒนาจนกลายเป็นศิลปะที่โดดเด่น สวยงาม จนกลายมาเป็นระบำหน้าท้องตุรกีในปัจจุบัน (บริการเครื่องดื่มฟรีตลอดการแสดง)
นำท่านเข้าสู่ที่พัก PERI TOWER HOTEL หรือเทียบเท่า (คัปปาโดเกีย)
วันที่ 7 คัปปาโดเกีย – นครใต้ดิน – พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง – หมู่บ้านอุชหิซาร์
** สำหรับท่านใดที่สนใจขึ้นบอลลูนชมความงามของเมืองคัปปาโดเจีย จะต้องออกจากโรงแรม 05.30 น. เพื่อชมความงดงามของเมืองคัปปาโดเจียในอีกมุมหนึ่งที่หาชมได้ยาก ใช้เวลาอยู่บอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง ** (ค่าขึ้นบอลลูนไม่ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ประมาณ 210-250 USD ค่ะ)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำทุกท่านสู่ นครใต้ดิน (Underground City of Derinkuyu or Kaymakli) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกโลก เมืองใต้ดินของตุรกีมีอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งมีอุโมงค์เชื่อมต่อถึงกัน เป็นสถานที่ที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์ใช้หลบภัยชาวโรมัน ที่ต้องการทำลายร้างพวกนับถือศาสนาคริสต์ สำหรับที่เราไปชมวันนี้เป็นเมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ มีถึง 10 ชั้น แต่ละชั้นมีความกว้างและสูงขนาดเท่าเรายืนได้ ทำเป็นห้อง ๆ มีทั้งห้องครัว ห้องหมักไวน์ มีโบสถ์ ห้องโถงสำหรับใช้ประชุม มีบ่อน้ำ และระบบระบายอากาศที่ดี แต่อากาศค่อนข้างบางเบาเพราะอยู่ลึก และทางเดินบางช่วงค่อนข้างแคบจนเดินสวนกันไม่ได้
นำทุกท่านเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่ เมืองเกอเรเม (Goreme) ซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. 9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์
ชม หุบเขาอุซิซาร์ (Uchisar Valley) หุบเขาคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหุบเขาดังกล่าวมีรูพรุน มีรอยเจาะ รอยขุด อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ไปเกือบทั่วทั้งภูเขา เพื่อเอาไว้เป็นที่อาศัย และถ้ามองดี ๆ จะรู้ว่าอุซิซาร์ คือ บริเวณที่สูงที่สุดของบริเวณโดยรอบ ดังนั้นในอดีตอุซิซาร์ ก็มีไว้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเอาไว้สอดส่องข้าศึกยามมีภัยอีกด้วย จากนั้นนำท่านแวะ ชมโรงงานทอพรม โรงงานเซรามิค อิสระกับการเลือกซื้อสินค้า และของที่ระลึก
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่ เมืองอังการ่า เมืองหลวงของประเทศตุรกี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างทางให้ท่านได้แวะถ่ายรูปและชมวิวของ ทะเลสาบเกลือ (Salt Lake)
นำท่านเข้าสู่ที่พัก RADISSON BLU HOTEL หรือเทียบเท่า (อังการ่า)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่ 8 แองการ่า – อิสตันบูล
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า ออกเดินทางสู่ อิสตันบูล นครสองทวีปแห่งเดียวในโลก อดีตเมืองหลวงของประเทศตุรกี ระยะทางประมาณ 450 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำทุกท่านชม พระราชวังทอปกาปิ (Topkapi Palace) เป็นที่ประทับของสุลต่านมานานกว่า 3 ศตวรรษ สร้างโดยสุลต่านเมห์เม็ตที่ 2 แห่งอาณาจักรออตโตมัน เมื่อปี ค.ศ. 1478 พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังทอปกาปิขึ้นบนพื้นที่ที่สามารถเห็นช่องแคบ บอสฟอรัส โกลเด้นฮอร์น และทะเลมาร์มาราได้อย่างชัดเจน ในสมัยสุลต่านสุไลมานได้มีการต่อเติมพระราชวังแห่งนี้โดย “ซีนาน” (Sinan) สถาปนิกนามอุโฆษแห่งตุรกี อันเป็นที่มาของงานสถาปัตยกรรมแบบ “ออตโตมันคลาสสิก” จำนวนมาก พระราชวังทอปกาปิ เคยเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมันหลายพระองค์ เมื่อจักรพรรดิมาห์มุที่ 2 (ค.ศ.1808-1839) สิ้นพระชนม์ลง นับเป็นสุลต่านองค์สุดท้ายที่ทรงประทับอยู่ที่นี่ ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปิ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ พระราชวังชั้นนอก, พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม
หลังจากนั้นนำทุกท่านสู่ ตลาดสไปซ์ มาร์เกต (SPICE MARKET) หรือตลาดเครื่องเทศ อิสระให้ท่านเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกในราคาย่อมเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชาหรือกาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันขึ้นชื่อของตุรกีอย่าง แอปปลิคอท หรือจะเป็นถั่วพิทาชิโอ ซึ่งมีให้เลือกซื้อมากมาย
นำท่านเข้าสู่ที่พัก GUNES HOTEL หรือเทียบเท่า (อิสตันบูล)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ โรงแรม
วันที่ 9 ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส – ไคโร – ชมการแสดงแสงสีเสียงมหาปิรามิดกีซ่า – กรุงเทพฯ
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังรับประทานอาหารเช้า นำทุกท่าน ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส ช่องแคบบอสฟอรัส ถือเป็นหนึ่ง ในช่องแคบเลื่องชื่ออันดับต้น ๆ ของโลก เป็นพรมแดนธรรมชาติที่แบ่งอิสตันบูลออกจากยุโรปและเอเชีย เป็นช่องแคบที่เชื่อมต่อทะเลดำ (The Black Sea) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (Sea Of Marmara) ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 32 กิโลเมตร ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ นอกจากความสวยงามแล้วช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียงรายอยู่ตามช่องแคบเหล่านี้ ในปีค.ศ.1973 มีการเปิดใช้สะพานบอสฟอรัส ซึ่งทำให้เกิดการเดินทางไปมาระหว่างฝั่งเอเชียและยุโรปสะดวกมากขึ้น ขณะล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ สองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาเช่ หรือบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐี ซึ่งล้วนแต่สวยงามตระการตาทั้งสิ้น หลังจากนั้นนำทุกท่านเดินทางสู่สนามบิน อตาเติร์ก กรุงอิสตันบูล
13.00 น. ออกเดินทางสู่ กรุงไคโร โดยสายการบิน อียิปต์แอร์ เที่ยวบินที่ MS738
15.15 น เดินทางถึงท่าอากาศยาน กรุงไคโร หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว
นำท่านเดินทาง สู่ เมืองกีซ่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไคโรนักเพื่อชม การแสดงแสง สี เสียง“มหาปีรามิด” หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทั้ง 3 พระองค์ ซึ่งองค์ฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณสร้างขึ้นเพื่อฝังพระศพของพระองค์เอง นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 30 ปี และกำลังแรงงานกว่าแสนคน ตัดจากแท่งหินขนาดใหญ่มาก หินแต่ละก้อนวางชิดติดกันแบบแนบสนิทมาก แม้แต่กระดาษก็สอดไม่ผ่าน ชมตัว สฟิงซ์ ที่แกะสลักจากเนินหินธรรมชาติ มีส่วนหัวเป็นพระพักตร์ของฟาโรห์และลำตัวเป็นสิงโต
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
23.15 น เหิรฟ้ากลับสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน อียิปต์แอร์ เที่ยวบินที่ MS 960
วันที่ 10 กรุงเทพฯ
12.40 น. เดินทางถึง กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ


เริ่มเดินทาง กลับจากเดินทาง ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง พักเดี่ยว หมายเหตุ
02มี.ค.60 11มี.ค.60 44,888 42,888 40,888 9,500
06เม.ย.60 15เม.ย.60 47,888 45,888 43,888 9,500
11เม.ย.60 20เม.ย.60 47,888 45,888 43,888 9,500
27เม.ย.60 06พ.ค.60 45,888 43,888 41,888 9,500
04พ.ค.60 13พ.ค.60 45,888 43,888 41,888 9,500
** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม **




โปรแกรมการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนผู้โดยสารตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้