ไปเดินสวยในพระราชวังที่กรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์คที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมไข่ฟาบาเช่ไว้
ถ้าพูดถึงประเทศรัซเซียกับเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ค พวกคุณจะนึกถึงอะไร นึกถึงหิมะ นึกถึงสงครามหรืออาวุธ เเต่ที่จะไม่พูดถึงเลยเป็นไปไม่ได้คือ ไข่ฟาบาเชห์ ไข่ที่เป็นที่นิยมให้เป็นของขวัญในช่วงวันปีใหม่หรือเทศกาลคริสมาสต์ของที่นั้น
.
โดยในช่วงเเรกได้เป็นธรรมเนียมที่ให้กันภายในราชวังเท่านั้น เเต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้ งานจัดเเสดงนี้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา กับงานแสดงหัตถศิลป์อันโด่งดัง Fabergé Imperial Easter Eggs หรือไข่ฟาบาร์เช่
.
โดยในช่วงเเรกได้เป็นธรรมเนียมที่ให้กันภายในราชวังเท่านั้น เเต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้ งานจัดเเสดงนี้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา กับงานแสดงหัตถศิลป์อันโด่งดัง Fabergé Imperial Easter Eggs หรือไข่ฟาบาร์เช่

Fabergé Museum ตั้งอยู่ที่ Shuvalov Palace ริมแม่น้ำ Fontanka ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภายในแบ่งเป็นห้องหับต่างๆ ขนาดใหญ่โตสมกับที่เคยเป็นวังมาก่อน แต่ละห้องตั้งชื่อตามสีสันและการตกแต่ง ทั้ง Red Room, Beige Room หรือ Gold Room แต่ห้องที่เป็นไฮไลท์และเห็นเป็นห้องแรกเมื่อเดินขึ้นจากโถงบันไดกลางคือ Blue Room ซึ่งเป็นห้องจัดแสดง Imperial Easter Eggs จำนวน 9 ใบที่ฟาบาร์เช่สร้างถวายราชวงศ์โรมานอฟ

ประวัติโดยย่อของไข่ฟาบาร์เช่นั้นมีจุดเริ่มต้นในเทศกาลอีสเตอร์ปีหนึ่ง ในรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เมื่อพระองค์ต้องการมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้กับสมเด็จพระราชินีซาริน่ามาเรีย ฟีโอโดรอฟน่า จึงได้รับสั่งให้ห้างทอง Fabergé ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กขณะนั้นออกแบบและจัดทำของขวัญโดยไม่เกี่ยงราคา แต่ต้องมีคุณค่าคู่ควรกับสมเด็จพระราชินี
.
.
ในจำนวนไข่กว่า 50 ใบนั้น ฟาบาร์เช่มักหยิบเรื่องราวความสัมพันธ์ในราชวงศ์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสมอ หากแต่บางชิ้นก็มีการใช้เรื่องราวทางคริสต์ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากประเทศรัสเซียนั้นมีศาสนาประจำชาติที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปนั่นคือ รัสเซียนออร์โธด็อกซ์
.
.
ในจำนวนไข่กว่า 50 ใบนั้น ฟาบาร์เช่มักหยิบเรื่องราวค

แม้ความรุ่งเรืองของราชวงศ์โรมานอฟจะกลายเป็นเพียงภาพจำในอดีต แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมที่หลงเหลือจากวันนั้น ได้ถูกถ่ายทอดและส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน Fabergé Imperial Easter Eggs กลายเป็นของหายากที่มีมูลค่ามหาศาล แม้บางชิ้นอาจสูญหายไปตามกาลเวลา แต่เรื่องราวที่เป็นดั่งนิยาย รายละเอียดที่แสนพิถีพิถัน และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรัสเซีย ทำให้ผลงานของฟาบาร์เช่ยังคงอยู่และทำให้ใครหลายคนหลงใหลได้อยู่เสมอ แม้จะผ่านเวลามาร่วมร้อยปีแล้วก็ตาม

ภายในห้องจัดเเสดงก็จะมีไข่ตั้งอยู่จำนวนมาก เเละไข่เเต่ละใบนั้นก็มีที่มาที่ไปอย่างเห็นได้ชัด มีป้ายเเละประวัติบอกที่มาที่ไปของไข่นั้น อย่างชัดเจน บ้างอาจจะมาจากพระราชินี บ้างอาจได้รับมาจากกษัตริย์ หรือเเม้กระทั้งบ้างอาจได้รับเป็นของขวัญจากการสูยเสีย เช่นครั้งที่เกิดการสวรรณคตของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ มหาราช


Cockerel (1900) คือไข่ใบที่รวมทุกอย่างที่ก

.
.
เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฟาบาร์เช่รังสรรค์ The Coronation Egg (1897) ขึ้น เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาสำคัญดังกล่าว โดยออกแบบให้ surprise ด้านในเป็นรถม้าพระที่นั่งทองคำ ที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และซาริน่าอเล็กซานดร้าประทับและเสด็จพระราชดำเนินไปในวันนั้น ชิ้นงานมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ตกแต่งด้วยรายละเอียดที่ละเมียดงดงามเหมือนของจริงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนขั้นบันได ผนังบุด้านในตัวรถ หรือกระทั่งผ้าม่านริมหน้าต่าง สิ่งเหล่านี้ถูกเนรมิตขึ้นด้วยฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญจากห้างทองฟาบาร์เช่
ซึ่งไม่อยากให้ทุกคนจะพลาดพิพิธภัณฑ์เเห่งนี้เมื่อไปเยือนที่กรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ค เพราะเมื่อเข้าไปเเล้วจะเพลิดเพลินกับการอ่านประวิตที่ตั้งอยู่ตรงนั้น จนออกมาอีกที่ในตอนฟ้ามืด หรือเเม้บางทีอาจได้ออกเพราะมีคนมาสะกิดเเล้วบอกว่า เวลาหมดเเล้วก็เป็นไปได้



